ตรวจหวยบทความติดต่อ
หรือ

โรคซิฟิลิส (Syphilis)

"ซิฟิลิสกลับมาระบาดอีกครั้ง"

ข้อความสั้น ๆ ในบทความที่โรงพยาบาลบางรักหรือศูนย์กามโรคบางรัก ซึ่งเป็นโรงพยาบาลในสังกัดกรมควบคุมโรค เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้คนในสังคมตื่นตัวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดนี้กันมากขึ้น แม้ว่า "ซิฟิลิส" จะเป็นชื่อที่หลายคนคุ้นหูแต่ดูเหมือนว่าสังคมไทยยังมีความไม่รู้เกี่ยวกับโรคนี้อีกมาก จึงมีการตั้งคำถามว่ามันรักษาหายหรือไม่ และมีอันตรายต่อสุขภาพมากน้อยเพียงใด
โดยในปี 2561 พบว่าผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากที่สุดอยู่ในช่วงอายุ 15-24 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่น วัยเรียน และวัยเจริญพันธุ์ คิดเป็นร้อยละ 36.9 ของผู้ป่วยทั้งหมด กรมควบคุมโรคเห็นว่าจำนวนผู้ติดเชื้อโรคซิฟิลิสที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นสัญญาณถึงการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี
โรคซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า ทริปโปนีมา พัลลิดุม (Treponema pallidum) ซึ่งมีขนาดเล็กมาก และสามารถอาศัยอยู่ได้เกือบทุกส่วนในร่างกาย โดยหากส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์จะเห็นเชื้อตัวนี้มีลักษณะเหมือนเกลียวสว่าน (Spirochete bacteria)
สำหรับสถิติของโรคซิฟิลิสนั้น ตั้งแต่ในช่วงทศวรรษที่ 1990 พบว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง แต่จากรายงานที่ผ่านมา พบว่าในปัจจุบันกลับมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มชายรักชาย
การติดเชื้อซิฟิลิสในระยะแรกนั้นสามารถรักษาให้หายได้ง่าย แต่หากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดปัญหาร้ายแรงทางสุขภาพจนถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันการแพร่กระจายของโรคซิฟิลิส คือเราต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

โรคซิฟิลิสติดต่อกันได้อย่างไร

เชื้อแบคทีเรียที่เป็นตัวการให้เกิดโรคซิฟิลิสสามารถแพร่จากคนไปสู่คนผ่านการสัมผัสแผลที่เกิดจากโรคโดยตรง ซึ่งแผลดังกล่าวมักเกิดขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือภายในช่องปาก ดังนั้น การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก หรือการออรัลเซ็กส์กับผู้ป่วยซิฟิลิส จึงล้วนทำให้เกิดการติดเชื้อได้ทั้งนั้น
นอกจากนี้ เชื้อยังสามารถติดต่อได้โดยการจูบหรือสัมผัสแผลบริเวณหน้าอก แผลในปาก หรืออวัยวะเพศ ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อนี้ก็สามารถแพร่เชื้อไปยังทารกในครรภ์ ทำให้เกิดโรคซิฟิลิสแต่กำเนิด ซึ่งอาจส่งผลให้ทารกมีความผิดปกติหรือเสียชีวิตได้
อย่างไรก็ตาม เชื้อซิฟิลิสจะไม่ติดต่อผ่านการใช้ของใช้หรือการรับประทานอาหารร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ผ้าเช็ดตัว การใช้ช้อน การสัมผัสลูกบิดประตู การว่ายน้ำในสระเดียวกัน หรือการนั่งฝารองชักโครกร่วมกัน

อาการของโรคซิฟิลิส

ผู้ป่วยโรคนี้มักไม่รู้ตัวว่าติดเชื้อ ทำให้แพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้ง่าย อาการของโรคซิฟิลิสแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้

ระยะที่ 1

ในระยะแรกของการติดเชื้อ ผู้ป่วยจะพบว่ามีแผลลักษณะแข็งๆ สีแดง ขอบนูน ที่มักเรียกว่า "แผลริมแข็ง" (Chancre) ปรากฎขึ้นบริเวณช่องคลอด ทวารหนัก องคชาต หรือปาก อาจมีเพียงแผลเดียวหรือหลายๆ แผลก็ได้ ซึ่งจะเกิดขึ้นบริเวณที่ได้รับเชื้อ และไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการต่อมน้ำเหลืองโตในระยะนี้ด้วย
แผลริมแข็งจะหายไปภายใน 3-6 สัปดาห์ แม้ว่าจะไม่ได้รับการรักษาก็ตาม แต่เชื้อจะยังคงแฝงตัวอยู่ในร่างกาย นั่นหมายความว่าหากไม่ได้รับการรักษา อาการของโรคก็จะกำเริบรุนแรงกว่าเดิมเมื่อเข้าสู่ระยะถัดไป
เชื้อซิฟิลิสสามารถแพร่กระจายได้ง่ายมากในระยะแรก อีกทั้งผู้ติดเชื้อในระยะนี้มักจะไม่แสดงอาการให้เห็นชัดเจนนัก ไม่มีอาการเจ็บปวด หรือแผลที่เกิดขึ้นอยู่ในบริเวณที่มองไม่เห็น เช่น ในปาก ใต้หนังหุ้มปลายองคชาต ปากมดลูก หรือที่ทวารหนัก ทำให้ผู้ติดเชื้ออาจไม่รู้ตัวและแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นโดยไม่ได้ตั้งใจ

ระยะที่ 2

เมื่อติดเชื้อแล้วไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยซิฟิลิสจะเริ่มแสดงอาการมากขึ้น โดยมีผื่นขึ้นตามฝ่ามือและฝ่าเท้า แต่ไม่มีอาการคัน นอกจากนี้อาจมีไข้ รู้สึกอ่อนเพลีย ผมร่วง และปวดเมื่อยตามตัว โดยมีอาการเกิดขึ้นประมาณ 2-3 สัปดาห์หรือหลายเดือนหลังจากเกิดแผลริมแข็งในระยะแรก ซึ่งผื่นในระยะนี้จะยังเป็นผื่นจางๆ มีลักษณะคล้ายผดผื่นที่เกิดจากการติดเชื้อทั่วไป ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่สนใจและไม่สังเกตเห็น บางรายอาจมีแผลบริเวณริมฝีปาก ในปาก ในลำคอ ช่องคลอด และทวารหนักร่วมด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้ติดเชื้อในระยะนี้จะไม่มีแผลเกิดขึ้นเลย
อาการในระยะที่ 2 นี้จะหายไปเองได้ แม้ไม่ได้รับการรักษา แต่อาการของโรคก็จะรุนแรงมากขึ้นอีก และเชื้อซิฟิลิสยังคงแพร่กระจายได้ง่ายในระยะที่ 2 นี้

ระยะแฝงเชื้อ

ระยะนี้เริ่มขึ้นหลังจากอาการของระยะที่หนึ่งและระยะที่สองผ่านไปแล้ว หากผู้ติดเชื้อยังไม่ได้รับการรักษา อาการต่างๆ ของโรคจะหายไป แต่เชื้อจะยังคงแฝงตัวอยู่ภายในร่างกาย และอยู่ต่อไปได้นานหลายปีหรือตลอดชีวิตโดยไม่แสดงอาการใดๆ

ระยะที่ 3

หากยังคงไม่ได้รับการรักษา ผู้ป่วยประมาณ 15% จะเข้าสู่ระยะสุดท้ายของโรคซิฟิลิสและแสดงอาการแม้จะผ่านไปแล้ว 10-20 ปีหลังจากที่ได้รับเชื้อ เนื่องจากเชื้อได้แพร่กระจายไปทั่วร่างกาย และค่อยๆ ทำลายอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย ได้แก่ สมอง เส้นประสาท ไขสันหลัง ดวงตา หัวใจ เส้นเลือด ตับ และกระดูก ทำให้ผู้ติดเชื้อซิฟิลิสในระยะสุดท้ายมีอาการป่วยทางจิต สมองเสื่อม การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อไม่สัมพันธ์กัน ไม่สามารถเดินได้ตามปกติ ตัวชา ตาบอดลงทีละน้อย และอาจเสียชีวิตในที่สุด

ระยะแสดงอาการของโรคซิฟิลิส

อาการของโรคซิฟิลิสจะเริ่มปรากฏขึ้นในช่วงระยะ 10 วันถึง 3 เดือนหลังจากได้รับเชื้อ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วจะแสดงอาการในช่วง 3 สัปดาห์ และหากไม่ได้รับการรักษา อาการในระยะที่ 2 ก็จะปรากฏขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ในช่วงประมาณ 2-10 สัปดาห์หลังจากที่แผลริมแข็งในระยะที่ 1 ปรากฏขึ้น
ผู้ติดเชื้อซิฟิลิสจำนวนมากไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อหรือมีอาการของโรค ดังนั้น เมื่อพบแพทย์คุณจำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์ทราบว่าคุณเคยมีเพศสัมพันธ์ ซึ่งแพทย์จะทำการตรวจหาเชื้อซิฟิลิสด้วย แม้คุณจะไม่ได้มีอาการใดๆ ดังที่กล่าวมาข้างต้นก็ตาม

ผลกระทบจากการติดเชื้อซิฟิลิส

เชื้อซิฟิลิสนั้นอันตรายมากหากไม่ได้รับการรักษา ไม่ว่าในหญิงหรือชายก็ตาม เพราะเชื้อสามารถแพร่กระจายไปทั่วร่างกายและส่งผลต่ออวัยวะสำคัญต่างๆ หรือทำให้เกิดปัญหาทางสุขภาพร้ายแรง ซึ่งเมื่อมาถึงในระยะนี้จะไม่สามารถรักษาได้อีกต่อไป
หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อและไม่ได้รับการรักษามีความเสี่ยงสูงที่ทารกในครรภ์จะได้รับอันตราย เสียชีวิตในครรภ์ หรือเสียชีวิตหลังคลอด และยังอาจทำให้เกิดการแท้งบุตรได้ นอกจากนี้เชื้อซิฟิลิสยังส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ติดเชื้อเอชไอวีได้ง่ายเมื่อมีแผลเกิดขึ้น หรือเมื่อแผลซิฟิลิสมีเลือดออกและไปสัมผัสเข้ากับเชื้อเอชไอวี

การรักษาโรคซิฟิลิส

หากคุณสงสัยว่าตนเองอาจติดเชื้อหรือคุณมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะหากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันหรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ แนะนำให้ไปพบแพทย์หรือสูติแพทย์ตามโรงพยาบาลหรือคลินิกที่รับตรวจรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งคุณสามารถโทรสอบถามข้อมูลจากสถานพยาบาลแต่ละแห่งได้โดยตรง
การรักษาซิฟิลิสจะขึ้นอยู่กับระยะการติดเชื้อ ซึ่งแพทย์จะรู้ได้จากการนำเนื้อเยื่อหรือชิ้นส่วนจากแผลไปตรวจสอบในห้องปฏิบัติการและส่องดูเชื้อด้วยกล้องจุลทรรศน์แบบพิเศษ หรืออาจใช้วิธีการตรวจเลือดหาเชื้อ ทั้งนี้คุณสามารถแจ้งให้แพทย์ทราบถึงวิธีการรับผลตรวจในแบบที่คุณสบายใจมากที่สุด
การรักษาโรคซิฟิลิสตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกนั้นง่ายกว่ามาก ทำได้โดยการรับประทานหรือฉีดยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนิซิลลิน ซึ่งสามารถใช้ในหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อซิฟิลิสได้ แต่หลังจากคลอดแล้วทารกจะยังคงต้องได้รับยาปฏิชีวนะด้วย ส่วนผู้ที่ติดเชื้อมาระยะหนึ่งแล้วนั้นจำเป็นต้องได้รับการรักษาที่นานกว่า และหากติดเชื้อในระยะสุดท้ายก็จะไม่สามารถรักษาได้ เนื่องจากเชื้อได้ทำลายระบบการทำงานภายในร่างกายไปมากแล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ติดเชื้อในระยะสุดท้ายก็ยังจำเป็นต้องได้รับการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อทำลายอวัยวะต่างๆ เพิ่มขึ้นอีก

การป้องกันโรคซิฟิลิส

วิธีการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ดีที่สุดคือ การงดมีเพศสัมพันธ์ แต่หากคุณเลือกที่จะมีเพศสัมพันธ์ คุณจำเป็นต้องป้องกันตัวเองด้วยการใช้ถุงยางอนามัย และพยายามไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และการใช้สารเสพติด เพราะเป็นปัจจัยให้เกิดการมีเพศสัมพันธ์แบบเสี่ยง ทั้งนี้แม้การใช้ถุงยางอนามัยจะสามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ แต่หากพบว่ามีแผลหรือผื่นเกิดขึ้นบริเวณอื่นนอกเหนือจากบริเวณที่สวมถุงยางอนามัย ก็จะต้องงดการมีเพศสัมพันธ์ไปก่อน จนกว่าคุณหรือคู่ของคุณจะได้รับการรักษาเสร็จสิ้นแล้ว
credit :
https://www.bbc.com/thai/thailand-48199586
https://www.honestdocs.co/what-is-syphilis

บทความอื่นๆ

วัณโรค โรคแฝงที่น่ากลัวกว่าที่คิด

วัณโรค โรคแฝงที่น่ากลัวกว่าที่คิด

เชื้อวัณโรคจัดเป็นเชื้อโรคในกลุ่มเป็นแท่งมีความคงทนต่อความแห้งได้ดี และสามารถแขวนอยู่กับฝุ่นละอองได้นานเชื้อวัณโรคออกจากร่างกายของผู้ป่วย โดยทางเสมหะ และละอองเสมหะ หรือน้ำลายจากการไอ หรือจาม หรืออาจออกมากับน้ำหนองในกรณีป่วยเป็นวัณโรคของต่อมน้ำเหลือง หรือผิวหนังการติดต่อจะติดต่อทางลมหายใจสูดดมเอาฝุ่นละอองหรือละอองเสมหะ ที่มีตัวเชื้อโรคแขวนอยู่
ออฟฟิศซินโดรม ภาวะที่มักเกิดกับคนทำงานตามออฟฟิศ

ออฟฟิศซินโดรม ภาวะที่มักเกิดกับคนทำงานตามออฟฟิศ

ออฟฟิศซินโดรม คือภาวะที่มักเกิดกับคนทำงานตามออฟฟิศ หรือแม้แต่คนที่ทำงานอยู่กับบ้านก็ตาม โดยเกิดจากการทำงานหรือใช้ชีวิต นั่ง เดิน เคลื่อนไหวร่างกายในท่าทางอิริยาบถที่ไม่ถูกลักษณะ ผิดท่าที่เหมาะที่ควร บ่อยครั้ง เป็นเวลานานๆ โดยอยู่ในท่าเดิมหลายชั่วโมง ซึ่งท่าทางลักษณะเหล่านี้จะทำให้มีอาการปวดเมื่อยล้าตรงกล้ามเนื้อ จะรู้สึกเกร็งเหมือนกล้ามเนื้อถูกดึงรั้ง
สายพันธุ์กัญชาและสรรพคุณ

สายพันธุ์กัญชาและสรรพคุณ

กัญชามี 3 สายพันธุ์ ใหญ่ๆ ได้แก่ Sativa Indica และ Ruderail ซึ่งจัดเป็นพืชดอกชนิดหนึ่ง ที่ปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวส่วนดอกและส่วนต่าง ๆ มาใช้ด้านเกษตรกรรม, ด้านอาหาร, ด้านการแพทย์ และเพื่อความเพลิดเพลิน โดยสารสำคัญต่าง ๆ ที่ออกฤทธิ์ในแคนนาบิสนั้น เรียกว่า "แคนนาบินอยด์" แต่สายพันธุ์ที่เป็นที่นิยมมากที่สุดได้แก่ Sativa และ Indica ส่วน Ruderail ไม่ค่อยได้รับความนิยมเพราะว่า THC% นั้นมีน้อยมาก แม้ว่าจะให้ผลผลิตเร็วที่สุดก็ตาม